ผู้เขียน หัวข้อ: รีวิวสาย audio cable 6 แนวทางตรวจตราคุณภาพสาย audio cable คลิกเลย  (อ่าน 3 ครั้ง)

0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้

24-06-2018 , 23:01:05
  • Sr. Member
  • ****
  • กระทู้: 303
  • เพศ: ชาย
    • ดูรายละเอียด

6 วิธีตรวจสอบประสิทธิภาพสายสัญญาณเสียง
สายสัญญาณเสียง คือเครื่องไม้เครื่องมือสำหรับเพื่อนำมาใช้ในการเชื่อมต่อเครื่องเสียงเข้ากับอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ต่างๆโดยสายนี้จะเป็นตัวนำเสียงจากเครื่องไม้เครื่องมืออิเล็กทรอนิกส์ให้มาแสดงออกในเครื่องเสียง ช่วยให้สามารถเล่นไฟล์เสียงด้วยเสียงที่ดังขึ้นได้
ปัจจุบัน พวกเราสามารถหาซื้อสายสัญญาณเสียงได้ทั่วไปตามร้านจัดจำหน่ายเครื่องใช้ไฟฟ้าและก็เครื่องมืออิเล็กทรอนิกส์ต่างๆมีสินค้าหลายรุ่น หลายแบรนด์ให้พวกเราได้เลือกซื้อกัน ซึ่งแน่นอนว่าเมื่อสายสัญญาณเสียงบนท้องตลาดมีอยู่หลายรุ่น หลายแบรนด์ ทำให้คุณภาพของผลิตภัณฑ์มีความต่างกันด้วย ถ้าหากว่าพวกเราได้สายสัญญาณเสียงที่มีคุณภาพดีมาใช้ก็ดีไป แม้กระนั้นถ้าหากเราเผลอไปซื้อสาย audio cable ที่ไม่ได้คุณภาพมาใช้งานเข้า ก็ต้องเจอกับปัญหาระหว่างใช้งานหลายประการ เสียงไม่ออก ประสิทธิภาพเสียงไม่ดี มีอายุการใช้งานสั้น ใช้ไปได้ไม่เท่าไรก็เสียแล้ว ทั้งสายสัญญาณเสียงนั้นเป็นผลิตภัณฑ์ที่ไม่บางทีอาจประเมินคุณภาพด้วยราคาได้ เพราะเหตุว่าไม่ว่าจะเป็นผลิตภัณฑ์ราคาไม่แพงหรือสินค้าราคาสูง ต่างก็มีคุณภาพดี คุณภาพแย่ และปัญหาในตัวเองปะปนกันไป ด้วยเหตุนี้ เราจึงต้องมีวิธีการพื้นฐานสำหรับวิเคราะห์คุณภาพสายสัญญาณเสียง เพื่อสามารถซื้อสินค้าที่มีคุณภาพมาใช้งานได้ต่อไป
.

.
การพิจารณาคุณภาพ สายสัญญาณเสียง พวกเราสามารถทำเป็น 6 แนวทางดังนี้
1. วิเคราะห์ความแข็งแรง-ความอ่อนของสาย ข้อนี้เป็นสิ่งแรกที่พวกเราสามารถสำรวจด้วยตัวเองได้ และควรจะเช็คเป็นสิ่งแรก เพราะสายสัญญาณเสียงในปัจจุบันมีการผลิตสายออกมาให้มีความแข็งรวมทั้งความอ่อนไม่เท่ากัน โดยทั่วไป สายสัญญาณเสียงที่แพงถูกมักจะมีสายค่อนข้างแข็ง ในเวลาที่สายสัญญาณเสียงราคาแพงๆชอบมีสายอ่อน คำแนะนำคือ ไม่ควรซื้อสายสัญญาณเสียงที่แข็งเหลือเกิน เพราะเหตุว่าจะไม่อาจจะพับสายได้ หากพับ ม้วนเก็บสายย่อมก่อปัญหา ในขณะเดียวกันก็ไม่สมควรซื้อสายสัญญาณเสียงที่อ่อนเกินความจำเป็น ด้วยเหตุว่ายิ่งอ่อนนิ่มมาก สายก็จะยิ่งเปราะบาง เมื่อเอาไปใช้งานบ่อยๆย่อมมีการเสี่ยงสูงที่สายจะขาด หรือหักพับได้ง่ายๆสายสัญญาณเสียงที่ดีเยี่ยมที่สุด ควรเป็นสายที่อ่อนพอเพียงจะสามารถพับได้อย่างไม่มีการเสียหาย แต่ในขณะเดียวกันก็มีความแข็งแรงพอที่จะใช้งานได้อย่างไม่เกิดการฉีกขาด แม้เราพบว่าสายสัญญาณเสียงใดมีลักษณะแบบนี้ สามารถซื้อมาไว้ใช้งานได้เลย
2. ตรวจสอบสิ่งของที่ใช้ทำหัวสายว่าคืออะไร สายสัญญาณเสียงที่ผลิตออกมาจำหน่ายในขณะนี้นั้น มีการใช้โลหะอยู่ 2 ชนิดใหญ่ๆสำหรับการทำหัวสาย ตัวอย่างเช่น ทองเหลือง รวมทั้งอลูมินัม ขอแนะนำว่าควรที่จะเลือกใช้สายสัญญาณเสียงที่มีหัวสายเป็นทองบรอนซ์จะดียิ่งกว่า เพราะว่าเป็นโลหะที่นำสัญญาณได้ดียิ่งไปกว่าอลูมิเนียม ไม่ค่อยพบเจอกับปัญหาเสียงขาดเสียงหาย แม้จะแทงสายไม่แน่นก็ตาม ในตอนที่อลูมิเนียม เป็นโลหะที่นำสัญญาณได้ไม่ดีนัก แม้แทงไม่แน่นจะไม่อาจจะนำสัญญาณเสียงได้ ยิ่งไปกว่านี้ ทองบรอนซ์ยังเป็นโลหะที่มีคงทนถาวรสูง แก่การใช้งานนาน ไม่ค่อยพบปัญหาประเด็นการหัก หรือการโค้งงอผิดรูปผิดร่าง ในขณะที่สายสัญญาณเสียงที่มีหัวสายเป็นอลูมิเนียมนั้นจำเป็นต้องใช้งานอย่างระแวดระวัง ถ้าเกิดไม่กล่อมเกลี้ยงเลี้ยงดู หัวสายจะหักหรือโค้งงอได้ง่ายในเวลาอันเร็วทันใจ
3. สำรวจการยึดระหว่างหัวสายกับสายไฟว่าเป็นอย่างไร มีการเชื่อมต่ออย่างสนิทดีหรือไม่ โดยธรรมดาสายสัญญาณเสียงที่มีคุณภาพดีจะยึดจุดเชื่อมต่อระหว่างสายไฟกับอารมณ์เสียบได้อย่างสนิท ในขณะที่สายสัญญาณเสียงคุณภาพไม่ดีมักยึดท่อนหัวสายกับสายไฟได้ไม่แน่น บางรุ่นทำเพียงแค่เอาสายสอดเข้าไปในหัวแบบไม่ได้ยึด สิ่งที่จะตามมาเมื่อใช้งานไปได้สักระยะ ก็คือ สายไฟหลุดออกมาจากหงุดหงิดบ รวมทั้งถ้าหากสายสัญญาณเสียงใดมีปัญหานี้ขึ้นมาย่อมไม่อาจจะซ่อมแซมได้ จะต้องทิ้งสิ่งเดียว ด้วยเหตุผลดังกล่าวในการเลือกซื้อสายสัญญาณเสียง เราจึงจำต้องตรวจสอบจุดเชื่อมต่อระหว่างหัวเสียบกับสายไฟด้วย
4. พิจารณาความยาวของโลหะหัวเสียบว่ามีความสั้นยาวเท่าใด โดย สายสัญญาณเสียงที่ดี จะต้องมีความยาวระหว่างโลหะหัวเสียบอยู่ที่ 2-5 ซม. เพราะเป็นความยาวที่สมควรสำหรับการเสียบกับเครื่องใช้ไม้สอยต่างๆได้โดยไม่เกิดการโยกหรือหละหลวม ทั้งยังยังแทงได้สนิท ไม่มีโลหะหัวเสียบโผล่พ้นขึ้นมา ถ้าเกิดเป็นสายสัญญาณเสียงที่มีความยาวของโลหะหัวเสียบสั้นเหลือเกิน จะไม่สามารถทิ่มกับอุปกรณ์ได้ เกิดปัญหาเสียงไม่ออก หรือเสียงมาเป็นตอนๆจำเป็นต้องคอยประคองไว้ ส่วนถ้าเกิดโลหะที่หัวแทงมีความยาวมากเกินความจำเป็น เมื่อทิ่มกับเครื่องมือจะทำให้มีโลหะบางส่วนโผล่ขึ้นมา หากเผลอไปชนเข้าอาจจะทำให้สายมีการหักได้
5. ตรวจสอบความยาวของสายไฟว่ามีมากน้อยเท่าใด ข้อนี้ถึงแม้ว่าจะมิได้ส่งผลต่อคุณภาพการใช้งานโดยตรง แต่ว่าก็สำคัญ เนื่องจากว่าการซื้อสายสัญญาณเสียงที่มีความยาวพอเพียงต่อการใช้แรงงาน จะช่วยให้สามารถต่อเครื่องมืออิเล็กทรอนิกส์ได้อย่างสะดวก ไม่เกิดปัญหาสายตึงรั้งเกินไปจนมีโอกาสเสี่ยงต่อการหัก หรือหย่อนเกินไปกระทั่งกำเนิดความรู้สึกเกะกะ ซึ่งความยาวที่สมควรของสายไฟขึ้นกับการใช้งานของเราว่าคืออะไร ถ้าเกิดเป็นสายสัญญาณเสียงสำหรับทิ่มอุปกรณ์เครื่องเสียงในรถยนต์ หรือลำโพงทั่วๆไป ควรมีความยาวอยู่ที่ 30-60 เซนติเมตร ส่วนหากเป็นสานสำหรับต่อลำโพงขนาดใหญ่ จำเป็นต้องลากสายยาวๆก็จะต้องมีความยาวตั้งแต่ 1 เมตรขึ้นไป
6. พิจารณาแบรนด์ของสาย ส่วนแบรนด์นี้ก็นับว่ามีความหมายไม่แพ้กันสำหรับในการเลือกซื้อสายสัญญาณเสียง โดยควรที่จะทำการเลือกซื้อสายสัญญาณเสียงที่ทำขึ้นโดยแบรนด์อันเป็นที่รู้จัก หลีกเลี่ยงสินค้าจากยี่ห้อแปลกๆหรือผลิตภัณฑ์โนเนม เนื่องจากว่ามักจะเป็นผลิตภัณฑ์ที่มิได้คุณภาพ มีโอกาสเสียเสียหายได้ง่าย
วิธีการสำหรับเลือกซื้อ สายสัญญาณเสียง ให้ได้คุณภาพนับว่าเป็นเรื่องที่พวกเราต้องให้ความเอาใจใส่ เพื่อการเชื่อมต่ออุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์กับเครื่องเสียงสามารถำได้อย่างมีคุณภาพ ได้เรื่องเล่นเสียงที่มีคุณภาพอย่างแท้จริง
ขอบคุณสำหรับ
บทความสายสัญญาณเสียง : https://www.dotlife.store/cable/audio-cable.html, dotlife
รีวิวสายสัญญาณเสียงจาก Pantip: www.pantip.com
คำค้นหาที่เกี่ยวข้อง : สายสัญญาณเสียง ราคา

Tags : สายสัญญาณเสียง,สายสัญญาณเสียง ราคา,สาย audio cable