ผู้เขียน หัวข้อ: นครเพตรา 1 ใน 7 สิ่งมหัศจรรย์ของโลก  (อ่าน 6 ครั้ง)

0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้

12-07-2019 , 03:00:54
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 1035
    • ดูรายละเอียด

นครเพตรา อีกหนึ่งสถานที่เที่ยวที่โด่งดังมากเป็นลำดับที่หนึ่งของโลก นครหินแกะโบราณที่กบดานอย่างลึกลับในช่องเขา วาดี มูซา หรือ หุบเขาโมเสส ที่ตั้งอยู่ระหว่างทะเลสาบเดดซีกับทะเลอัคบาในประเทศ จอร์แดน นครนี้แต่เดิมนั้นเป็นนครแห่งการค้าขนาดใหญ่ซึ่งถัดมาถูกทอดทิ้งเป็นเวลานานกว่า 700 ปี กระทั่งเมื่อมีนักสำรวจชาวประเทศสวิตเซอร์แลนด์ โยฮันน์ ลุควิก บวร์กฮาร์ท เดินทางผ่านมาพบเห็นเข้าเมื่อปี พุทธศักราช 2355 (คริสต์ศักราช 1812) ซึ่งปัจจุบันนี้ได้แปลงเป็นสัญลักษณ์ที่สำคัญรวมทั้งเป็นสถานที่สำหรับท่องเที่ยวที่มีนักท่องเที่ยวเข้าชมสูงที่สุดของประเทศจอร์แดน
 
 นครเพตราได้รับลงทะเบียนจากองค์การยูเนสโกให้เป็นมรดกโลกเมื่อปี พ.ศ. 2528 โดยกล่าวอธิบายไว้ว่า “เป็นหนึ่งในสิ่งที่ล้ำค่าเยอะที่สุดของมรดกทางวัฒนธรรมแห่งมวลมนุษยชาติ”
 ช่วงวันที่ 7 ก.ค. พุทธศักราช2550 นครเพตราได้รับเลือกเฟ้นให้เป็น 1 ในเจ็ดสิ่งมหัศจรรย์ของโลกยุคใหม่ของโลก จากการลงคะแนนทั่วโลกทั้งยังทางอินเทอร์เน็ตและโทรศัพท์มือถือ
 
 สำหรับเพื่อการท่องเที่ยวในนครเพตรานั้น นักท่องเที่ยวที่มาเยือนจะได้ยกย่องในความสวยของนครโบราณซึ่งยังคงหลงเหลือเพียงซาก โดยเฉพาะจุดเริ่มต้น ของทางเข้าหลักที่เรียกกว่า สิกข์ เป็นช่องกำแพงในหุบเขามืดสลัวซึ่งมีความสูงประมาณ 91-182 เมตร หรือโดยประมาณ 300-600 ฟุต ซึ่งบางพื้นที่นั้นมีความกว้างไม่เกิน 3 เมตร อีกด้วย
 เมื่อพ้นกำแพงหินคุณจะได้เจอกับมหาวิหารศักดิ์สิทธิ์ เอล-คาซเนท์ ซึ่งคาดคะเนว่าจะสร้างในราวศตวรรษที่ 1-2 โดยผู้ดูแลเมืองในช่วงเวลานั้น เป็นวิหารที่แกะโดยเจาะเข้าไปในเทือกเขาสีชมพูทั้งยังลูกมีความสูง 40 เมตร และมีความกว้าง 28 เมตร วิหารที่นี้ได้ถูกออกแบบโดยได้รับอิทธิพลศิลปะของหลายชาติเข้าด้วยกัน ดังเช่น อิยิปต์ ภาษากรีก นาบาเทียน
 ยิ่งกว่านั้นข้างในยังมีหลุมฝังศพต่างๆของกสิกรบาเทียน ป่าช้ากษัตริย์ ดูโรงละครโรมัน ที่แกะจากเทือกเขาโดยมีแนวระดับที่นั่งเท่ากันรวมทั้งมีความสมดุลย์ได้อย่างน่าทึ่ง คาดการณ์แต่ก่อนสร้างโดยชาวนาบาเทียน ถัดมาในยุคที่โรมันเข้ามาปกครองได้ต่อเติมและสร้างเพิ่มอีก มีที่นั่ง 32 แถว จุผู้ชมได้โดยประมาณ 3,000 คน
 
 ชนกลุ่มแรกที่เดินทางเข้ามาสู่เพตราเป็นพวกเอโดไมต์ ซึ่งเข้ามาราวปี 1000 ปีก่อนคริสตกาล แต่ชนชาติที่สร้างเมืองเพตราขึ้นมานั้นเป็นกสิกรบาเทียนในช่วงศตวรรษที่ 4 ก่อนคริสตกาล ซึ่งแต่เดิมเป็นเพียงชนเผ่าตะลอนในทะเลทรายอาหรับ คนกลุ่มนี้สกัดผาหินทรายเป็นบ้านเรือนรวมทั้งอาศัยอยู่ในถ้ำทีมีอยู่ทั่วทั้งเมือง พวกเขามีอาชีพเป็นคนเลี้ยงแกะแต่ว่าแปลงมาค้าขายรวมทั้งรับจ้างเป็นยามรักษาความปลอดภัยให้แก่กองคาราวาน คนเผ่านี้มีความซื่อสัตย์ ค่าธรรมเนียมผ่านทางที่เรียกเก็บจากผู้เดินทางก็ช่วยทำให้พวก นาบาเทียนมีชีวิตที่รุ่งเรื่องขึ้น
 
 ต้นเหตุที่เพตราตั้งอยู่บนดินแดนอันแล้ง มีแต่หินกับทรายนั้นก็คงจะเพราะเหตุว่า เพตราตั้งอยู่เส้นทางการค้าสำคัญที่สุดของโลกในขณะนั้น 2 สาย ได้แก่ทางสายสายทิศตะวันออก – สายตะวันตกคาบสมุทรอาหรับกับอ่าวเปอร์เซียจนถึงสมุทรเมดิเตอร์เรเนียน และก็สายสายเหนือ – ใต้ ที่เชื่อมทะเลแดงกับ กรุงดามัสกัส ซีเรีย ยิ่งไปกว่านั้นเมืองนี้ยังมีแหล่งน้ำจืดชืดสำคัญซึ่งต่อมาเรียกกันว่า วาดี มูซา หรือ ซอกเขาโมเสส ซึ่งเล่ากันว่าเป็นน้ำที่ได้เมื่อโมเสสเสกออกมาเพื่อให้ชาวยิวได้กินแก้หิว เหล่าพ่อค้าหรือนักทัศนาจรที่เดินทางผ่านทะเลทรายอันว่างไม่และแล้งใกล้เคียงนั้นไม่มีวันเลือกอื่น นอกเหนือจากมุ่งมาที่เมืองเพตราสิ่งเดียว
 เพตราเป็นศูนย์กลางค้าขนาดใหญ่ จนกระทั่งทำให้นักท่องเที่ยวชาวกรีกมักนำเรื่องความรวยมาเล่าให้ฟัง ตามบันทึกของสตราโบ นักภูมิศาสตร์ชาวภาษากรีกได้อธิบายไว้ว่า เมืองเพตราเป็นตลาดซื้อผลิตภัณฑ์สำคัญที่สุดของประเทศตะวันออก ยางไม้หอม กำยาน เครื่องเทศของชาวอาหรับ ทองแดง เหล็ก เครื่องถ้วยชาม รูปปั้น ผ้าย้อมของชาวฟินิเซียนล้วนถูกลำเลียงผ่านเมืองเพตราไปสู่ทะเลเมดิเตอร์เรเนียน รวมทั้งชาวเปอร์เซีย
 เพตราก้าวหน้าถึงขีดสูงสุดในตอน 50 ปีกลายคริสตกาล จนกระทั่งคริสต์ศักราชที่ 70 เดี๋ยวนี้เพตราถูกดูแลด้วยกษัตริย์นาม อารีตัสที่ 4 ผู้ที่ชาวกรีกสรรเสริญให้ว่า ฟิโลเดมอส ซึ่งแสดงว่า ผู้รักพลเมืองและด้วยความมั้งคั้ง ความเป็นเมืองที่อยู่ห่างไกล และชัยภูมิอันเหมาะสมแก่การเป็นผู้พิชิต ก็เลยทำให้เมืองมีโอกาสเจริญเติบโตได้อย่างไม่ยากเย็นโดยไม่ต้องกลัวศัตรูจากพายนอก
 
 ชาวเพตรานับถือทวยเทพสององค์เป็น เทวดาดูซาเรส เทวดาที่ความอุดมสมบูรณ์และก็เทพอัลอัซซา มเหสีของเทพดูซาเรส เทวีแห่งน้ำ
 การล่มสลายโดยเหตุที่เกิดเมืองใหม่และก็ทางค้าขายใหม่ที่ปลอดภัยและก็สะดวกกว่าในระยะเวลาถัดมา เพตราที่เคยก้าวหน้าด้วยกิจการค้าก็เริ่มสูญเสียอำนาจลง เมืองอ่อนแอแล้วก็ถูกต่างประเทศโจมตีเข้าได้ง่ายจนเมื่อถึงปี พ.ศ. 649 (คริสต์ศักราช 106) พวกโรมันนำโดยจักรพัตราธิราชทราจัน หรือ ไทรอะนุส ได้เข้ายึดครองเพตราและรวมนครนี้เข้ามาเป็นจังหวัดในจักรวรรดิโรมัน แม้กระนั้นเพตราก็ยังคงยังอยู่บ่อยมาจนกระทั่งราวปี ค.ศ. 300 เมื่อจักรวรรดิโรมันเริ่มสั่นคลอน ซึ่งถัดมาในปี พุทธศักราช 906 (คริสต์ศักราช 363) แผ่นดินไหวก็ได้ทำลายอาคารและก็ระบบชลประทานที่ถือว่าดีเยี่ยมของเมืองลง
 ในตอนคริสต์ศตวรรษที่ 5 เพตรา แปลงเป็นที่ตั้งคริสต์ศาสนาเขตของบิชอป แล้วถูกมุสลิมยึดในคริสต์ศตวรรษที่ 7 และถดถอยมาเรื่อยๆจนถึงลบเลือนหายไปจากผู้คน
คำค้นหาที่เกี่ยวข้อง : aboriginalhousing

ขอบคุณบทความจาก : http://aboriginalhousing.org/

Tags : http://aboriginalhousing.org/